กรุ๊ปเหมารัสเซีย

กรุ๊ปเหมารัสเซีย : เที่ยวอันซีนที่ ตูย์เมน (Tyumen)

เที่ยวรัสเซีย เส้นทาง 7 เมืองรุ่งเรืองของ อดีตสหภาพโซเวียตรัสเซีย บนทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรียน

ตูย์เมน เป็นศูนย์กลางการบริหารและเมืองใหญ่ที่สุดของแคว้น (โอบลาสต์ Oblast) และเมืองใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอูราลและเขตสหพันธ์อูราลของรัสเซีย ในทางภูมิศาสตร์ตูย์เมนถูกมองว่าเป็นเมืองแรกหรือประตูของดินแดนไซบีเรีย เมื่อมองจากตะวันตก และในทางประวัติศาสตร์รัสเซีย ตูย์เมนเป็นชุมชนชาวรัสเซียแห่งแรกในไซบีเรีย ตัวเมืองตูย์เมนตั้งอยู่ทางตะวันออกของเทือกเขาอูราล ริมแม่น้ำทูร่า ด้วยแรงหนุนจากอุตสาหกรรมน้ำมันและแก๊สของรัสเซีย จนได้ชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงของแก๊สและน้ำมันของรัสเซีย” ทูย์เมนจึงมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ที่มาของเมืองตูย์เมน

ก่อนการปกครองของรัสเซีย เมืองชิมกิ-ตูร่า (Chimgi-Tura แปลว่า “เมืองชิงกิส หรือ เจงกิส”) เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรข่านไซบีเรียนของชาวมองโกลตาตาร์ ต่อมาพวกคอสแซค อตามัน ที่นำโดย เยอร์มัค ติโมเฟเยวิช สามารถพิชิตดินแดนตูย์เมนได้ และเปลี่ยนผ่านการปกครองไปสู่จักรวรรดิรัสเซียในปี ค.ศ. 1585 โดยที่เมือง ตูย์เมน (Tyumen) หรือชิมกิ-ตูร่า (Chimgi-Tura) และ ฆัชลิค (Qashliq) หรือซีบีร์ (Sibir) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองสองแห่งของอาณาจักรข่านไซบีเรียนถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง ต่อมาตูย์เมนได้รับการก่อตั้งขึ้นอีกครั้ง โดยซาร์ ฟิโอดอร์ที่ 1 ทรงสั่งให้สร้างป้อมปราการบนพื้นที่ที่เคยเป็นเมืองชิมกิ-ตูร่าของชาวตาตาร์ โดยมีชื่อใหม่ว่า “ตูย์เมน” ซึ่งมาจากภาษาเติร์กในขณะภาษามองโกลแปลว่า “หมื่น”

ตูย์เมนตั้งอยู่บน “ตูย์เมนพอร์ทิจ (Tyumen Portage)” ซึ่งเป็นจุดกระจายสินค้าบนเส้นทางการค้าประวัติศาสตร์ระหว่างเอเชียกลางและภูมิภาคโวลก้า ชนเผ่าไซบีเรียนใต้หลายกลุ่มได้อ้างสิทธิ์การควบคุมการขนส่งอย่างต่อเนื่อง ในศตวรรษก่อนๆ ผลที่ตามมาคือ ชนเผ่ามองโกลตาตาร์ (Tatar) และ คาลมิค (Kalmyk) มักบุกโจมตีผู้ตั้งถิ่นฐานชาวรัสเซียเป็นประจำ ทำให้จำเป็นต้องมีกองทหารรักษาการณ์และพวกคอสแซคที่ประจำการอยู่ในเมืองตูย์แมนในยุคแรก จนกระทั่งกลางศตวรรษที่ 17 ความขัดแย้งในพื้นที่สงบลงเมืองตูย์เมนจึงเริ่มกองกำลังทางทหารลดน้อยลง

ในต้นศตวรรษที่ 18 ตูย์เมน ได้พัฒนาจนกลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญระหว่างรัสเซียตอนกลางที่อยู่ทางตะวันตก ไซบีเรีย และจีนที่อยู่ถัดไปทางตะวันออก ทำให้ตูย์เมนกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่สำคัญ และเป็นที่รู้จักสำหรับช่างเครื่องหนัง ช่างตีเหล็ก และช่างฝีมืออื่นๆ และในปี ค.ศ. 1763 ตูย์เมนมีประชากรในเมืองราว 7,000 คน

ตูย์เมนในยุคสหภาพโซเวียต

ในศตวรรษที่ 19 ตูย์เมนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในปี ค.ศ. 1836 เรือกลไฟลำแรกในไซบีเรียถูกสร้างขึ้นที่ตูย์เมน ในปี ค.ศ. 1864 มีการวางท่อส่งน้ำสายแรก ทำให้ตูย์เมนเจริญรุ่งเรืองเพิ่มขึ้น และการก่อสร้างรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียในปี ค.ศ. 1885 ทำให้ตูย์เมนกลายเป็นสถานีรถไฟที่อยู่ตะวันออกสุดของรัสเซีย เพื่อใช้ขนถ่ายสินค้าระหว่างรถไฟและเรือบรรทุกสินค้าที่แล่นไปตามแม่น้ำตูร่า, โตโบล, อิรติช, และ โอป และกลายเป็นเมืองใหญ่ที่ขึ้นมาบดบังเมืองโตโบลสค์ ที่เป็นอดีตเมืองเอกของแคว้นไปแล้ว

ในปี ค.ศ. 1917 สงครามกลางเมืองรัสเซียปะทุขึ้น กองกำลังผู้ภักดีต่อนายพลเรือเอก อเล็กซานเดอร์ โคลชัค แม่ทัพเรือและนายพลทหารสูงสุดของกองทัพรัสเซีย และกองทัพรัสเซียขาวแห่งไซบีเรียผู้ภักดีต่อราชวงศ์โรมานอฟ ได้เข้าควบคุมเมืองตูย์เมน ท้ายสุดก็ตกเป็นของกองทัพแดงบอลเชวิค ในวันที่ 5 มกราคม 1918

ต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 1930 ตูย์เมน ได้กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่สำคัญของสหภาพโซเวียต เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้น เมืองตูย์เมนมีอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง รวมถึงการต่อเรือ การผลิตเฟอร์นิเจอร์ การผลิตขนสัตว์และเครื่องหนัง สงครามโลกครั้งที่สองส่งผลให้ตูย์เมนพัฒนาตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี ค.ศ. 1941 วิสาหกิจอุตสาหกรรมหลัก 22 แห่ง ได้ย้ายฐานการผลิตมายังเมืองตูย์เมน ส่วนหนึ่งย้ายมาจากสหภาพโซเวียตในยุโรปตะวันออก ขณะเดียวกันในช่วงสงครามโลกตูย์เมนได้กลายเป็นเมืองโรงพยาบาล ทหารบาดเจ็บหลายพันคนได้มารักษาที่ตูย์เมน เนื่องจากมอสโคว์ตกเป็นของกองทัพเยอรมัน ในปี ค.ศ. 1941 ศพของวลาดิมีร์ เลนินถูกย้ายอย่างลับๆ จากสุสานของเขาในกรุงมอสโคว์มายังที่ซ่อนปัจจุบัน ซึ่งก็คือสถาบันเกษตรกรรมแห่งรัฐตูย์เมน

ในทศวรรษที่ 1960 แหล่งน้ำมันและแก๊สอันอุดมสมบูรณ์ถูกค้นพบในเขตอูราล แม้เมืองเหล่านี้จะอยู่ห่างจากตูย์เมนออกไปหลายร้อยกิโลเมตรอย่างซูร์กุตและนิจเนวาร์ตอฟสค์ แต่เมืองตูย์เมนก็เป็นชุมทางรถไฟที่ใกล้ที่สุด ดังนั้นตูย์เมนจึงกลายเป็นเมืองฐานการกระจายสินค้า ในขณะที่ทางรถไฟได้ขยายออกไปทางเหนือ ส่งผลให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากร โดยในระหว่างปี ค.ศ. 1963 จนถึง 1985 แรงงานที่มีทักษะหลายหมื่นคนเดินทางจากทั่วสหภาพโซเวียต ทำให้เมืองเติบโตอย่างรวดเร็วและเกิดปัญหาโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมไม่สามารถรองรับได้ ขาดการวางผังเมืองที่ดีส่งผลให้เกิดการพัฒนาไม่สม่ำเสมอ และตูย์เมนต้องพยายามแก้ปัญหากันต่อไป

สถานที่ท่องเที่ยวภายในเมืองตูย์เมน

ในเมืองตูย์เมนในศตวรรษที่ 21 นี้ สามารถพบเห็นความสง่างามของโบสถ์ อาสนวิหาร อนุสรณ์สถาน อนุสาวรีย์ต่าง ๆ มากมายที่จัดตั้งหลายสิบแห่งทั่วเมือง เช่น อนุสาวรีย์ของวลาดิมีร์ เลนิน (Monument to Vladimir Lenin) ที่มีขนาดสูงใหญ่ ตั้งอยู่กลางจัตุรัส ระหว่างถนนโวโลดาร์สกว่ากับถนนรีพับบลิกิ น้ำพุแห่งฤดูกาล(Fountain Seasons) ตั้งอยู่สวนสาธารณะสเว็ตนอย บูลวา (Tsvetnoy Bul’va) ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและลานกิจกรรมของคนท้องถิ่นกลางเมืองตูย์เมน ลานอนุสาวรีย์แมวไซบีเรีย (Siberian Cats Square)  ซึ่งเป็นรูปปั้นแมวไซบีเรียนเหล็กหล่อหลายตัวตั้งเรียงเป็นแถวสามจุดริมถนนเปรโวไมสกาย่า อนุสาวรีย์สุนัขจรจัด และ อนุสาวรีย์กริกอรี่ รัสปูติน นิน (Monument to Grigory Rusputin) หนึ่งเดียวในโลกที่มีการสร้างอนุสาวรีย์ของบุคคลสำคัญ ที่มีส่วนทำให้ราชวงศ์โรมานอฟล้มสลาย ตั้งอยู่ในสวนมรดกทางประวัติศาสตร์ บริเวณถนนดาดวลนาย่าและถนนสเวียดโลว่า เป็นต้น

เขื่อนกั้นแม่น้ำตูร่า (The Tura River Embankment)

กรุ๊ปเหมารัสเซีย

หรือ นาเบเรจเนยา รีกิ ตูร่า (Naberezhnaya Reki Tura) ตั้งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำตูร่า เป็นหนึ่งในพื้นที่ธรรมชาติที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองตูย์เมน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นบนเส้นทางตลอดแม่น้ำยาวประมาณ 2 กม. ซึ่งสามารถทัศนียภาพอันกว้างไกลของเมือง และด้านบนของคุ้งแม่น้ำตูร่า คือ จัตุรัสประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นจุดตั้งถิ่นฐานแรกสุดของชาวรัสเซียในตูย์เมน โดยมีอารามพระตรีเอกานุภาพศักดิ์สิทธิ์ ตั้งอยู่ส่วนปลายทางทิศตะวันตก และ โบสถ์

กางเขนแห่งความปิติยินดีศักดิ์สิทธิ์ และสะพานโมสต์ วลียาบลีนนิค พาดข้ามแม่น้ำตูร่าตอนกลางของเขื่อนและสะพานโมสต์ ดูบโลร์ ซึ่งเป็นสะพานคู่พาดข้ามแม่น้ำทางฝั่งตะวันออกสุดของเขื่อนกั้นแม่น้ำตูร่า ในฤดูร้อนจะมีเรือท่องเที่ยวชมธรรมชาติและเมืองสองฝั่งของแม่น้ำตูร่า

อารามพระตรีเอกานุภาพศักดิ์สิทธิ์ (Holy Trinity Monastery)

กรุ๊ปเหมารัสเซีย

ตั้งอยู่บริเวณปลายสุดทางทิศตะวันตกเหนือเขื่อนกั้นแม่น้ำตูร่า เดิมอารามแห่งนี้อาคารม้สร้างขึ้นริมแม่น้ำตูร่าอันงดงามในปี ค.ศ. 1616 ต่อมาในปี ค.ศ. 1708 ถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งด้วยหิน จากนั้นไม่นานอารามแห่งนี้ได้รับนามอย่างเป็นทางการว่า “พระตรีเอกานุภาพ (Holy Trinity)” ภายใต้การดูแลของบาทหลวงฟิโลเฟย์ เลสชินสกี้ (Philophey Leschinsky) นิกายรัสเซียนออร์โธดอกซ์ ต่อมาท่านได้ถวายสัตย์ปฏิญาณและใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสันโดษ หลังจากมรณภาพในปี ค.ศ. 1727 

ท่านได้ถูกฝังไว้ที่ทางเข้าอารามในช่วงยุคสหภาพโซเวียต อารามแห่งนี้ถูกใช้เป็นหอพักทหารและเป็นศูนย์บัญชาการระบบควบคุมน้ำของเมืองอีกด้วย

ปัจจุบันภายในเขตสังฆาวาสของอารามพระตรีเอกานุภาพศักดิ์สิทธิ์ ประกอบไปด้วย อาสนาวิหารพระตรีเอกานุภาพแห่งชีวิตในอารามพระตรีเอกานุภาพ (Cathedral of the Life-Giving Trinity in Trinity Monastery) ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับทางเข้าหลัก โบสถ์ปีเตอร์และพอลในอารามพระตรีเอกานุภาพ (Church of Peter and Paul in Trinity Monastery) ตั้งอยู่ทางซ้ายมือติดกำแพงทางเข้า และอารามพระตรีเอกานุภาพศักดิ์สิทธิ์ (Holy Trinity Monastery) ซึ่งตั้งอยู่ทางซ้ายมือด้านในสุด

ปัจจุบันอารามพระตรีเอกานุภาพศักดิ์สิทธิ์เปิดให้ทุกคนเข้าเยี่ยมชมและสักการะ และมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่เป็นประจำ โดยก่อนถึงลานจอดรถเพื่อเข้าสู่อารามพระตรีเอกานุภาพศักดิ์สิทธิ์ จะมีอนุสาวรีย์ของนักบุญฟิโลธีอุส (บาทหลวงฟิโลเฟย์ เลสชินสกี้) ซึ่งได้รับยกย่องให้เป็นผู้รู้แจ้งแห่งไซบีเรีย ที่กำลังยืนเทศนากับชนพื้นเมืองโดยมีซุ้มโค้งซึ่งเป็นตัวแทนของศาสนจักรรัสเซียนออร์โธดอกซ์ตั้งเบื้องหลัง ภายในลานสามเหลี่ยมที่จัดสวนอย่างสวยงามชื่อว่า “จัตุรัสเซนต์ฟิโลธีอุส (Square of St. Philotheus)

อาสนวิหารซนาเมนสกี้ (Znamenskiy Church)

หรือ ซนาเมนสกี้ กาเฟดราลนี่ ซาโบร์ (Znamenskiy Kafedral’nyy Sobor) เป็นอนุสรณ์สถานทางศาสนาที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 โดยเป็นเพียงโบสถ์ไม้เล็กๆ ที่ตั้งอยู่จุตเดียวกับอาสนวิหารปัจจุบัน ต่อมาก็ถูกสร้างขึ้นใหม่แทนที่โบสถ์เดิมเนื่องจากโดนไฟไหม้หลายครั้ง ด้วยโบสถ์หินสไตล์บาโรกไซบีเรียและมีการบูรณะครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1904 โดยชื่อเดิมของอาสนวิหารตั้งขึ้นเพื่อถวายเกียรติแด่ พระชนนีพระเป็นเจ้า (Theotokos เธโอโตกอส) มีรูปเคารพของ แม่พระอุ้มพระบุตร ประดิษฐานอยู่ภายในอาสนวิหารที่ประกอบไปด้วย ห้องสวดมนต์หลัก หอระฆัง ห้องโถง และระเบียง ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม แม้จะเป็นโบสถ์ค่อนข้างเก่าก็ตาม โดยเริ่มโบสถ์แห่งนี้ใช้งานในปี ค.ศ. 1768

หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยโซเวียตในปี ค.ศ. 1917 อาสนวิหารถูกใช้เป็นเรือนจำระหว่างทางจากมอสโคว์ไปไซบีเรียตะวันออก แต่ต่อมาในระหว่างปี ค.ศ. 1933-1941 อาสนาวิหารได้รับส่งคืนแก่สังฆมณฑล แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้น สถานที่แห่งนี้ถูกยึดคืนรัฐอีกครั้ง โดยใช้เป็นที่ประจำการของกองทัพบก แต่ในที่สุดอาสนวิหารก็ได้กลับคืนสู่สังฆมณฑลอีกครั้ง โดยในวันที่ 19 มิถุนายน 1994 คณะสงฆ์ได้มีการจัดพิธีสวดเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ปัจจุบันอาสนวิหารซนาเมนสกี้ ยังคงน่าเกรงขามด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นทั้งภายในและภายนอก เป็นหนึ่งในอาสนวิหารที่สวยที่สุดและเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเมืองตูย์เมน และยังคงมีการประกอบพิธีทางศาสนาอยู่

ในวันที่อากาศแจ่มใส ผนังโบสถ์ที่ถูกทาด้วยสีขาวราวกับหิมะ พร้อมด้วยหลังคาและตัดขอบโครงสร้างด้วยสีฟ้าสว่าง ยอดโดมประธานองค์กลางขนาดใหญ่โดดเด่นด้วยยอดแหลมสีทอง ล้อมด้วยโดมองค์เล็กล้อมรอบสี่มุมซึ่งเป็นโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ ภายในโบสถ์หลังคาโดมประธานมีรูปวาดสีน้ำของพระเป็นเต้าพร้อมด้วยอัครเทวทูต 7 องค์โดยกลางโดมมีระย้าเชิงเทียนทองเหลืองที่สวยงามห้อยลงมา แต่ละห้องที่แยกออกไปจะทำเป็นซุ้มคานโค้งตกแต่งภาพของรูปเคารพต่างๆ

โบสถ์กางเขนแห่งความปิติยินดีอันสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ (Church of the Holy Cross Exaltation)

หรือ กเรโตวอสดวิเซนสกี้ คราม (Krestovozdvizhenskiy Khram)  ตั้งอยู่บนเนินเขาของแหลมซาตูย์เมนสกี้ริมคุ้งที่มีเขื่อนกั้นแม่น้ำตูร่าและมีแม่น้ำตูย์เมนก้า (Tyumenka River) ที่อยู่ทางขวาของโบสถ์ไหลลงไปบรรจบกับแม่น้ำตูร่าด้วยเช่นกัน  สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1774 ด้วยเงินบริจาคที่รวบรวมได้จากนักบวชและครอบครัวที่มีชื่อเสียงของเมือง ซึ่งโบสถ์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงกว้างอีกสิบเจ็ดปีต่อมาในปี ค.ศ. 1791

ต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 1900 เศรษฐีโคโลโคลนิคอฟส์ ผู้ใจบุญได้เป็นผู้ดูแลวัดและมีผู้ดูแลวัดจากอีก 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านโวโรนิน่า คเนียเจว่า เมเตเลว่า และคาซานสกาย่า ในช่วงยุคโซเวียต โบสถ์ถูกปิด ไม้กางเขนภายในโบสถ์ถูกถอดออกจากโดม และตัวอาคารถูกใช้เป็นที่ประชุมเชิงปฏิบัติการในโรงเรียนเทคนิคการเกษตร สนามยิงปืน และสโมสรนักเรียน

ในปี ค.ศ. 1993 หลังการล้มสลายของยุคสหภาพโซเวียต โบสถ์ถูกย้ายไปสังกัดสังฆมณฑลโตโบลสค์-ตูย์เมน ซึ่งเป็นการกลับมาอีกครั้งของความศรัทธาของชาวตูย์เมน ต่อมาได้มีการบูรณะอาคารโบสถ์และทำรั้วเหล็กล้อมรอบ ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 11998 โดยมีรูปสถาปัตยกรรมแบบบาโรก โดดเด่นด้วยโดมทองห้าองค์ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม และได้มีพิธีเสกโบสถ์เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ โดยพระสังฆราชแห่งมอสโคว์และอเล็กซี่ ที่ 2 แห่งรัสเซียทั้งมวล ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์

 

สะพานโมสต์ วลียาบลีนนิค (Most Vlyublennykh Bridge)

สะพานโมสต์ วลียาบลีนนิค เป็นสะพานขึงแบบเสาเดียวในย่านใจกลางเมือง ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นถนนคนเดินข้ามแม่น้ำตูร่า เป็นจุดชมวิวสองฝั่งแม่น้ำตูร่า โดยเฉพาะยามเย็นพระอาทิตย์พระอาทิตย์อัสดง และตอนค่ำที่มีการเปิดไฟประดับสะพานและเห็นแสงไฟสว่างไสวจากอาคารบ้านเรือนต่างๆ ทั้งสองฟากฝั่งดูสวยงามยิ่ง สะพานแห่งนี้ได้กลายเป็นจุดพบปะของคู่รักประจำเมืองตูย์เมน จนได้รับฉายาว่า สะพานแห่งรัก (Bridge of Lovers) ผู้คนต่างแขวนกุญแจแห่งความรัก ซึ่งมักจะมีการแกะสลักต่าง ไว้บนราวสะพาน หลังจากนั้นก็โยนกุญแจลงแม่น้ำ

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีกุญแจมากกว่าพันชิ้น ถูกแขวนไว้บนสะพานและมีน้ำหนักสูง ทางการอนุญาตให้มีน้ำหนักได้ไม่เกิน 4.5 ตัน โดยจะมีการตัดกุญแจทิ้งทุกๆ สองปี เพื่อลดภาระของสะพาน นอกจากนี้ชาวเมืองตูย์เมนยังมีประเพณีการไปเยี่ยมชมสะพานหลังแต่งงานกัน โดยจัดการถ่ายภาพงานแต่งงานบนสะพาน ที่ทางเข้าสะพานจะมีนาฬิการสำหรับคู่รักในการออกเดท ในวันวาเลนไทน์แต่จะสะพานแห่งนี้จะเต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง ชาวเมืองตูย์เมนจะจัดวางรูปหัวใจขนาดใหญ่ที่ทำจากกลีบกุหลาบและรูปถ่ายไว้ใต้สะพานที่แม่น้ำตูร่าเป็นแผ่นน้ำแข็งตลอดสาย

อนุสาวรีย์รำลึกทหารที่เสียชีวิตในมหาสงครามแห่งความรักชาติ (Monument of In memory of the fallen soldiers of the Great Patriotic War of 1941-1945)

อนุสาวรีย์รำลึกทหารที่เสียชีวิตในมหาสงครามแห่งความรักชาติ เป็นอนุสรณ์สถานที่ตั้งอยู่ถัดจากสถานที่ก่อตั้งเมืองตูย์เมน เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1586 และอยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของสภาดูมา  ประกอบไปด้วยเสาโอเบลิสก์ทรงปริซึ่มสามเหลี่ยมปลายตัด สลักข้อความภาษารัสเซียด้วยอักษรนูนต่ำทั้งสาม ว่า “อนุสรณ์ทหารที่เสียชีวิตในมหาสงครามแห่งความรักชาติ ค.ศ. 1941-1945” หนึ่งด้าน และข้อความว่า “ค.ศ. 1941 ผู้คนที่รุ่งโรจน์ชั่วนิรันดร์นำชั่วโมงแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่เข้ามาใกล้ด้วยการทำงานที่ไม่เห็นแก่ตัว” ในอีกด้านหนึ่ง และอีกด้านสุดท้ายข้อความกล่าวว่า “ค.ศ. 1945 ประชาชนผู้ต่อสู้ในปิตุภูมิอันศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่ปกป้องอิสรภาพและชีวิต” ทรงพระสิริรุ่งโรจน์ชั่วนิรันดร์ บริเวณด้านล่างของเสากลางลานกว้างที่ยกพื้นบันไดสามขั้น โดยมี เปลวไฟนิรันดร์ (Eternal Flame) ตั้งอยู่บนแท่นคอนกรีตปูด้วยหินแกรนิตสีดำริมลานด้านขวา ซึ่งมีกำแพงหินอ่อนสีขาวขนาดใหญ่จารึกรายชื่อวีรบุรุษแห่งสหภาพโซเวียตและอัศวินแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งความรุ่งโรจน์ ด้านซ้ายเป็นกำแพงอนุสรณ์ที่มีภาพประติมากรรมนูนต่ำเป็นรูปของเหล่าทหารที่กำลังออกรบ การทำสงครามเพื่อรักษามาตุภูมิ ซึ่งมีเหล่าเด็กๆ รออยู่

พิพิธภัณฑ์บ้านมาชารอฟ (Museum House of Masharov)

เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงและน่าสนใจ ซึ่งเคยเป็นคฤหาสน์ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นของนายนิโคไล ดมิตรีวิช มาชารอฟ (Nikolai Dmitrievich Masharov) พ่อค้าชาวรัสเซียชื่อดังจากตูย์เมน ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงเฟอร์นิเจอร์โบราณ จาน พรม เสื้อผ้า เครื่องดนตรี นิตสาย ของใช้ในครัวเรือนขนาดเล็ก กระเป๋าสตางค์ และร่ม โดยในห้องแรกมีอัลบั้มภาพสี ที่สามารถเรียนรู้องค์ประกอบภายในของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และห้องทำงานหลักของบ้านมีจอฉายหนังสั้นเล็กๆ เกี่ยวกับครอบครัวและลูกหลาน มีการจัดองค์ประกอบให้การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ดูน่าสนใจและเติมไปด้วยรายละเอียดที่น่าติดตาม

พิพิธภัณฑ์อสังหาริมทรัพย์ของโคโลโคลนิคอฟส์ (Kolokolnikovs’ Estate Museum Complex)

พิพิธภัณฑ์อสังหาริมทรัพย์ของโคโลโคลนิคอฟส์ เป็นคฤหาสน์ของพ่อค้าในศตวรรษที่ 19 อย่างแท้จริง ซึ่งมีองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบบาโรกผสมนีโอ-คลาสสิก ซึ่งเป็นหนึ่งในอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในตูย์เมน ชั้นล่างของอาคารสร้างด้วยหิน ส่วนชั้นที่สองเป็นไม้ เดิมที่ดินนี้เป็นของ อิวาน โคโลโคลนิคอฟส์ (Ivan Kolokolnikovs) ซึ่งเป็นหัวหน้าเมือง ในปี ค.ศ. 1837 เขาได้ต้อนรับเจ้าชายอเล็กซานเดอร์ นิโคลาเยวิช ว่าที่จักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 2 แห่งจักรวรรดิรัสเซีย และวาสิลี่ จูคอฟสกี้ (Vasily Zhukovsky) กวีที่ปรึกษาของพระองค์ ระหว่างการประพาสไปกลับยังเมืองโตโบลสค์ ที่ห่างไกลออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราว 250 กม.

ต่อมาในปี ค.ศ. 1888 ที่ดินดังกล่าวได้ตกทอดไปยัง อิวาน โคโลโคลนิคอฟส์ พ่อค้าผู้ใจบุญซึ่งร่ำรวยมาจากการค้าชา โดยเขาได้ขยายอาคารและตกแต่งภายนอกและภายในด้วยงานแกะสลัก ห้องพักมีผังแบบเอ็นฟิเลด (Enfilade เป็นผังห้องต่างๆ ที่เรียงต่อกันแบบห้องพักโรงแรม ซึ่งสถาปัตยกรรมยุโรปอันยิ่งใหญ่ตั้งแต่สมัยบาโรกเฟื่องฟู) มีปูนปั้นสวยงาม

ปัจจุบันมีการจัดนิทรรศการบนชั้นสองของที่ดินโคโลโคลนิคอฟส์ ที่แนะนำผู้มาเยี่ยมชมเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของครอบครัวพ่อค้าที่อาศัยอยู่ที่นี่และวิถีชีวิตของเขา รวมถึงบรรยากาศในช่วงเวลาของสงครามกลางเมือง ที่ได้รับการเก็บรักษาไว้ในสำนักงานที่ดินดังกล่าว ที่ได้กลายเป็นสำนักงานใหญ่ของ วาสิลี่ บลิยูคาร์ (Vasily Blyukhar) ผู้นำทางทหารโซเวียตที่มีชื่อเสียงเป็นเวลาสามเดือน การตกแต่งภายในของร้านค้าปลีกทั่วไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่บนชั้นล่างของอาคารพิพิธภัณฑ์

 

ในช่วงทศวรรษที่ 1990 บ้านได้รับการบูรณะและเสริมด้วยหุ่นขี้ผึ้งของซาร์นิโคลัสที่ 2 วาสิลี่ จูคอฟสกี้ และนายพลบลิยูคาร์ เพื่อเพิ่มความเข้าใจของผู้เยี่ยมชมในบริบทต่างๆ แต่ละช่วงเวลา

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสภาเทศบาลเมือง (City Council Local History Museum)

ตั้งอยู่ถัดจากอนุสาวรีย์รำลึกทหารที่เสียชีวิตในมหาสงครามแห่งมาตุภูมิระหว่างปี ค.ศ. 1941-1945 เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของสภาดูมา (เทศบาลเมือง) ตูย์เมน จัดแสดงในอาคารเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 (ยุคโซเวียต) และเป็นตัวอย่างอันงดงามของสถาปัตยกรรมประจำจังหวัดของรัสเซีย ที่โดดเด่นด้วยบันไดสูงและห้องใต้หลังคา ขั้นบันไดกลมกลืนไปกับระเบียงสไตล์โครินเธียนและเสาขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมสำหรับอาคารของรัฐบาล หน้าจั่วอาคารมีนาฬิกาสาธารณะซึ่งติดตั้งกลไกในปี ค.ศ. 1857

ชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์มีการจัดนิทรรศการถาวร ชุด “หน้าต่างสู่ธรรมชาติ” ที่นำเสนอความหลากหลายของพันธุ์พืชและสัตว์ของภูมิภาคตูย์เมน และผู้อยู่อาศัยในสมัยโบราณ โดยถือเป็นพิพิธภัณฑ์บรรพชีวินวิทยาขนาดเล็ก ที่จัดแสดงโครงกระดูกที่สมบูรณ์ของช้างแมมมอธ ฟอสซิลวัวกระทิง แรดขน หมีถ้ำ ซากสัตว์ประจำถิ่น (สต๊าฟ) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทรงคุณค่ามากที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง นอกจากนี้ผู้เยี่ยมชมยังสามารถเรียนรู้กับของสะสมทางพฤษศาสตร์ สัตววิทยา และกีฏวิทยาอีกด้วย

ชั้นสองของพิพิธภัณฑ์มีการจัดนิทรรศการ ชุด “ตูย์เมน-สงคราม-ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่” ซึ่งเล่าถึงการทำงานและการต่อสู้ของชาวตูย์เมน ในช่วงมหาสงครามแห่งมาตุภูมิ (ความรักชาติ) ผู้เยี่ยมชมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับทำงานของสถานประกอบการอุตสาหกรรมและโรงพยาบาลต่างๆ ที่ย้ายมายังตูย์เมน จากแบบจำลองอาคารและห้องต่างๆ ยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในสมัยสงคราม เป็นต้น

สวนป่ากิเลียฟสกาย่า (Gilevskaya Grove Park)

เป็นสวนสาธารณะที่เป็นป่าท้องถิ่นที่มีความเงียบสงบ สะดวกสบายด้วยถนนราดยางและถนนลูกรังที่เหมาะสำหรับการปั่นจักรยาน โดดเด่นด้วยพื้นที่สีเขียวอันกว้างใหญ่ เป็นป่าที่ได้รับการจัดแต่งให้สวยงามน่าพักผ่อนและเรียนรู้เกี่ยวกับป่าไม้ในเขตเทือกเขาอูราลใต้ ซึ่งประกอบไปด้วยต้นไม้ป่าสน ป่าเบิร์ช ป่าไม้พุ่ม และพืชพรรณต่างๆ เป็นสวนสาธารณะที่คนที่ชอบเดินชมธรรมชาติผ่านป่าไม้สนสูงโปร่ง ที่มีสัตว์พวกกระรอกอาศัยอยู่ ทะเลสาบริมฝั่งที่เหลืองอร่ามในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี รวมถึงกิจกรรมต่างๆ เช่น สนามบาสเก็ตบอล สนามเด็กเล่น

พิพิธภัณฑ์บ้านรัสปูติน (Rusputin House Museum)

ตั้งอยู่ในหมู่บ้านป็อคโรฟสโค ห่างจากเมืองตูย์เมนไปทางทิศตะวันออกประมาณ 80 กม. บนถนนสู่เมืองโตโบลสค์ โดยกริกอรี่ รัสปูตินได้เกิดที่บ้านหลังนี้และเติบโตในครอบครัวคนขับรถม้า เขาเป็นชายลึกลับที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อ “โรมานอฟ” ราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย ร่วมถึงผู้ที่เสียชีวิตในกรุงเซนต์ปีเตอร์เบิร์กด้วยน้ำมือของผู้สมรู้ร่วมคิดระดับสูงของเขา

บ้านของกริกอรี่ รัสปูติน พังยับเยินในปี ค.ศ. 1980 เหลือเพียงแผ่นไม้ที่สร้างขึ้นตามแบบร่างของเขาเท่านั้น และในปี ค.ศ. 1991 มาริน่าและวลาดิมีร์ สเมียร์นอฟ สามีภรรยาคู่หนึ่งได้สร้างบ้านขึ้นใหม่ ตรงข้ามกับบ้านเก่าของผู้เฒ่ารัสปูติน พวกเขาเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว โดยทำงานอย่างดีและค้นพบสิ่งของหลายชิ้นที่เป็นของบ้านรัสปูติน ซึ่งสิ่งของที่จัดแสดงจากช่วงชีวิตของเขาที่พระราชวังของซาร์นิโคลัสที่ 2 เช่น จานสำหรับการหมั่นหมายของคู่จักรพรรดิพร้อมพระปรมาภิไธยย่อส่วนพระองค์ รูปถ่ายของรัสปูติน และเก้าอี้นวมเวียนนาของเขา ซึ่งได้กำหนดคุณสมบัติการเก็บรักษาไว้ มีหนังสือเกี่ยวกับรัสปูตินในภาษาต่างๆ และตัวอย่างสินค้าที่ใช้ชื่อของเขาเป็นตราสินค้าของพิพิธภัณฑ์ และในปี ค.ศ. 2010 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รับรางวัล “พิพิธภัณฑ์ภูมิภาคที่ดีที่สุดแห่งปี”

Scroll to Top

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า