กรุ๊ปเหมารัสเซีย

กรุ๊ปเหมารัสเซีย : เที่ยวอันซีนที่ ออมสค์ (Omsk)

เที่ยวรัสเซีย เส้นทาง 7 เมืองรุ่งเรืองของ อดีตสหภาพโซเวียตรัสเซีย บนทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรียน

ออมสค์ เป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคไซบีเรียตะวันตกของสหพันธรัฐรัสเซีย ด้วยประชากรกว่าหนึ่งล้านหนึ่งแสนคน เป็นเมืองใหญ่อันดับสามในไซบีเรีย รองจากโนโวซีบีรสค์และคราสโนยาสค์ และเป็นเมืองใหญ่อันดับสิบสองในรัสเซีย แคว้นออมสค์ตั้งอยู่ติดกับแคว้นตูย์เมนทางทิศตะวันตกและทางเหนือ แคว้นตอมสค์และโนโวซีบีรสค์ทางตะวันออก และสาธารณรัฐคาซัคสถานทางทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้

เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของออมสค์แม้จะเก่าแก่ไม่นานนัก แต่ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวดราม่ามากมาย ออมสค์ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 18 ตามพระบรมราชโองการของ ซาร์ ปีเตอร์ที่ 1 หรือ จักรพรรดิปีเตอร์มหาราช เพื่อแสวงหาแหล่งทองคำในดินแดนอันไกลโพ้นทางตะวันออกของรัสเซีย โดยมี พันโท อิวาน บัคโฮลซ์ (Lieutenant Colonel Ivan Buchholz) เป็นหัวหน้าคณะสำรวจและเป็นผู้สร้างป้อมปราการออมสค์แห่งแรก เพื่อป้องกันชายแดนทางใต้และตะวันออกของจักรวรรดิรัสเซีย บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำออม (Om) และชุมชนบริเวณป้องปราการแห่งนี้ก็ค่อยๆ เติบโตเป็นเมืองใหญ่และกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคไซบีเรียตะวันตกในที่สุด

ออมสค์ เป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญ เป็นชุมทางการขนส่งทางบก ทางน้ำที่มีแม่น้ำอิรติชซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของไซบีเรียตะวันตกไหลผ่าน ทางรางที่เป็นสถานีหรือจุดจอดหลักของเส้นทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรียน ทางอากาศที่ทำให้เมืองมีการพัฒนาแบบไดนามิกและหลากหลาย และทางท่อซึ่งเชื่อมต่อจากแหล่งขุดน้ำมันและแก๊สในไซบีเรีย เชื่อมต่อไปยังภูมิภาคต่างๆ ในตะวันตก

ปัจจุบันออมสค์เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดของไซบีเรียตะวันตก โดยมีศักยภาพทางสังคม วิทยาศาสตร์ และการผลิตในระดับสูง โครงสร้างทางเศรษฐกิจของเมืองในปัจจุบัน กำหนดให้ออมสค์เป็นศูนย์กลางการผลิตขนาดใหญ่ โดยมีพื้นฐานมาจากวิสาหกิจในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงและพลังงาน อุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี วิศวกรรมเครื่องกล และอุตสาหกรรอาหาร ในด้านการเงิน ออมสค์มีสถาบันการเงินตัวแทนหรือสาขาของธนาคารรัสเซียที่ใหญ่ที่สุดทุกแห่ง เช่นเดียวกับบริษัทนายหน้า ลิสซิ่ง และโรงงาน

ออมสค์ในยุคจักรวรรดิรัสเซีย

ในยุคจักรวรรดิรัสเซีย ออมสค์เคยเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางการปกครองของผู้สำเร็จราชการแห่งไซบีเรียตะวันตก ซึ่งที่พำนักของผู้ว่าการรัฐไซบีเรียตะวันตก ที่ถูกย้ายจากโตโบลสค์มายังออมสค์ และต่อมาอยู่ภายใต้การดูแลของผู้สำเร็จราชการแห่งทุ่งหญ้าสเตปป์

ในช่วงสั้นๆ ระหว่างสงครามกลางเมืองรัสเซียในปี ค.ศ. 1918-1920 ออมสค์ทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิรัสเซีย หรือกองกำลัง “ไวท์ การ์ดส (White Guards)” เป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ทองคำ ที่ใช้ในการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์บอลเชวิค และออมสค์ก็ทำหน้าที่เป็นศูนย์การปกครองของ บิชอปแห่งสังฆมณฑลออมสค์และตาร่า รวมถึงศูนย์กลางการบริหารศาสนาอิสลามของอิหม่ามแห่งไซบีเรีย ในยุคจักรวรรดิรัสเซียด้วยเช่นกัน แต่การพ่ายแพ้ของ อเล็กซานดร์ วาซีเลียวิช โกลชัค (Aleksandr Vasilyevich Kolchak) นายพลสูงสุดทั้งมวลของกองกำลังไวท์ การ์ดส ทำให้ออมสค์ถูกลดระดับจากความเป็นเมืองหลวงของไซบีเรีย ลงไปอยู่ภายใต้การปกครองของโนโวซีบีรสค์ แต่ด้วยความได้เปรียบจากตำแหน่งการเป็นจุดจอดหลักบนเส้นทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย ทำให้ออมสค์ยังคงเติบโตต่อไป

ออมสค์ในยุคโซเวียต

ในยุคโซเวียต รัฐบาลต้องการให้เมืองโนโวนิโคลาเยฟสค์ที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน (ต่อมารู้จักในชื่อ “โนโวซีบีรสค์”) เป็นศูนย์กลางการบริหารของไซบีเรียตะวันตก ส่งผลให้มีการโอนหน่วยงานด้านการบริหาร วัฒนธรรม และการศึกษาจำนวนมาก จากโอมสค์ไปยังโนโวนิโคลาเยฟสค์ ทำให้ออมสค์ดูเหมือนลดบทบาทที่เคยเป็นเมืองสำคัญมาก่อน ซึ่งออมสค์ไม่ยอมแพ้และกลายเป็นเมืองคู่แข่งขันกับโนโวซีบีรสค์อย่างต่อเนื่อง

เหมือนโชคเข้าข้าง ออมสค์ ได้รับมีชีวิตใหม่เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งออมสค์อยู่ห่างไกลจากแนวรบในยุโรปและเอเชีย และออมสค์ก็มีโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างดี ทำให้ออมสค์กลายเป็นสวรรค์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่อพยพย้ายออกจากเมืองในสมรภูมิรบ ซึ่งรัฐบาลมีแผนฉุกเฉินในการโอนย้ายเมืองหลวงชั่วคราวมายังออมสค์ ในกรณีที่กองทัพเยอรมันสามารถตีกรุงมอสโคว์แตก

ในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ออมสค์ ได้กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของไซบีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งออมส์ได้กลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมทางทหารของโซเวียต เช่น สำนักออกแบบทดลองรถถังโอเคโม (OKMO Tank) โรงงานเอสเอ็ม. กิรอฟ หมายเลข 185 ที่ผลิตลูกปืนใหญ่ จากเชลยาบินสค์ ในปี ค.ศ. 1962 สำนักออกแบบออมสค์ ทรานส์แมซ ผู้ผลิตรถถังรุ่น T-80 ซึ่งเป็นรถถังหลักในกองทัพโซเวียต เป็นต้น

ในช่วงทศวรรษ 1950 หลังจากการพัฒนาแหล่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในไซบีเรีย ทำให้ออมสค์กลายเป็น “เมืองของคนงานน้ำมัน” และเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมน้ำมัน ปิโตรเคมี และพลังงาน มีบริษัทวิศวกรรมและโลหะการที่ใหญ่ที่สุดในไซบีเรียตะวันตก โดยตัวเมืองขยายออกไปทางด้านทิศเหนืออย่างเขตโซเวียตสกี้ โอคกรุ๊ก (Sovetskiy Okrug) ตามแนวแม่น้ำอีรตีช ปัจจุบันเป็นบริษัทแม่และศูนย์กลางการผลิตของ แก๊สพรอม เนฟท์ (Gazprom Neft) บริษัทผลิตน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย

ออมสค์ในยุคหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ออมสค์ต้องประสบกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ส่วนใหญ่ของเมืองซึ่งเคยเป็นของรัฐ ถูกต่อสู้แย่งชิงโดยสมาชิกโดยสมาชิกของอดีตชนชั้นสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ เศรษฐีรุ่นใหม่ที่อิงกับนักการเมืองเติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันองค์กรอาชกรรมก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

ปลายทศวรรษ 1990 เกิดความขัดแย้งและบาดหมางทางการเมืองระหว่างกลุ่มแคว้นปกครองตนเองและกลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของเมือง ซึ่งเป็นแรงผลักดันในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองและวัฒนธรรม เช่น การปรับปรุงศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของเมือง การก่อสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ จัดงานวิ่งมาราธอนนานาชาติไซบีเรียประจำปี และเทศกาลประจำปีต่าง ๆ นอกจากนี้มีอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมจำนวนมาก เป็นเมืองแห่งโบสถ์ อาสนวิหาร บ้านพ่อค้าคหบดี และอาคารสถาปัตยกรรมอาร์ต นูโว ของต้นศตวรรษที่ 20

สถานที่ท่องเที่ยวภายในเมืองออมสค์

ป้อมปราการออมสค์ (Omsk Fortress)

กรุ๊ปเหมารัสเซีย

ในปี ค.ศ. 1716 พันโท อิวาน บัคโฮลซ์ (Lieutenant Colonel Ivan Buchholz) ผู้บุกเบิกและสำรวจดินแดนไซบีเรียนตะวันตกถูกปลด และมีการสร้างป้อมเล็ก ๆ สองแห่งบนฝั่งแม่น้ำออม และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็น “มหาอำนาจ” ของจักรวรรดิรัสเซีย และเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในเวลาต่อมาได้มีการสร้างป้อมปราการใหม่ขึ้นที่นั่น เรียกว่า “ป้อมปราการออมสค์” และมีชุมชนเกิดขึ้นในบริเวณป้อมปราสาท ในปี ค.ศ. 1725 มีการสำมโนประชากร พบว่ามีผู้ตั้งถิ่นฐานที่นับเฉพาะชาย อาศัยอยู่ 992 คน

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ความสามารถในการป้องกันข้าศึกของป้อมปราการออมสค์ลดลง เนื่องจากเก่าและอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด ทำให้พลโท อิวาน สปริงเกอร์ (Lieutenant Colonel Ivan Springer) สร้างป้อมใหม่ที่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำออม ซึ่งสร้างเสร็จในปลายทศวรรษที่ 1760 และมีขนาดใหญ่กว่าป้อมก่อนหน้าห้าเท่า โดยนำนักโทษส่วนใหญ่และพวกคอสแซคสร้างขึ้นมา

ภายในบริเวณประกอบไปด้วย บ้านพักสำหรับนายพล ที่พักสำหรับเจ้าหน้าที่ ค่ายทหาร โกดัง และอาคารอื่น ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารและการบริหารภายในอาณาเขตป้อมปราการ และอาสนวิหารการคืนพระชนม์ชีพ (the Resurrection Cathedral) ซึ่งเป็นอาคารหินหลังแรกที่ก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1769 และถูกยกเลิกการใช้งานในปี ค.ศ. 1864 ปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของป้อมปราการออมสค์ ซึ่งสร้างในปี ค.ศ. 2009 ซึ่งมีแผนจะบูรณะอาคารอื่นๆ ในพื้นที่ให้เป็นที่จัดงานเทศกาลพื้นบ้านและงานแสดงสินค้าหัตถกรรม เพื่อความคุ้นเคยกับเมืองออมสค์

อาสนวิหารอัสสัมชัญของแม่พระผู้ศักดิ์สิทธิ์ (The Cathedral of the Assumption of the Blessed Virgin Mary)

กรุ๊ปเหมารัสเซีย

หรือ อาสนวิหารอัสเปนสกี้ในออมสค์ (Uspensky Cathedral in Omsk) เป็นวิหารประจำสังฆมณฑลออมสค์ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนจัตุรัสอาสนวิหาร เป็นศาสนสถานสำคัญที่ถูกทำลายทิ้งในสมัยโซเวียต และได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่เมื่อต้นศตวรรษที่ 21 ด้วยเงินบริจาคของชาวเมืองที่รวบรวมกันมาเป็นพิเศษ เป็นหนึ่งในโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองออมสค์และดินแดนไซบีเรีย

โบสถ์ได้รับการออกแบบรูปทรงและสีสันที่น่าพิศวง โดยสถาปัตยกรรมมีต้นแบบมาจาก โบสถ์แห่งหยดพระโลหิตพระผู้ช่วยให้รอด (Church of the Savior on Spilled Blood) ในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อกแบบโดยเออร์เนสท์ วูร์ฮิช (Ernest Würrich) สถาปนิกผู้ทันสมัยในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งไม่ได้ลอกเลียนแบบทั้งหมด แต่เป็นการนำรูปแบบสถาปัตยกรรมบางส่วนมาใช้ใหม่ เริ่มก่อสร้างเมื่อ 16 กรกฎาคม 1891 อิฐก้อนแรก (ศิลาฤกษ์) ในฐานรากของอาสนวิหารวางโดย ซาเรวิช นิโคไล อเล็กซานโดรวิช มกุฎราชกุมารแห่งจักรวรรดิรัสเซีย ว่าที่ ซาร์ นิโคลาส ที่ 2 ระหว่างการเสด็จประพาสไปทั่วประเทศ สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1891 โดย เอ. พาร์แลนด์ และโบสถ์ได้รับการเสกและถวายเป็นอาสนาวิหาร ในวันที่ 9 กันยายน 1898 โดยท่านเกรกอรี่ บิชอปแห่งออมสค์คนแรก

ต่อมาในปี ค.ศ. 1919 เมืองออมสค์ตกอยู่ในมืองของ “ขบวนการขาว” หรือ “กองกำลังไวท์ การ์ดส (White Guards)” ผู้สนับสนุนราชวงศ์โรมานอฟ ซึ่ง อาร์คบิชอป ซิลเวสเตอร์ ได้นำขบวนแห่ทางศาสนาจากอาสนวิหารอัสสัมชัญแห่งนี้ ไปยังบ้านของ อเล็กซานดร์ วาซีเลียวิช โกลชัค (Aleksandr Vasilyevich Kolchak) ผู้ปกครองสูงสุดแห่งรัสเซียและเป็นผู้นำของขบวนการขาวต่อต้านพรรคบอลเชวิค ซึ่งได้จัดตั้งรัฐบาลในไซบีเรียเพื่อต่อต้านรัฐบาลเลนิน

อาสนวิหารอัสสัมชัญภายใต้การปกครองของรัฐบาลโซเวียต

เมื่อฝ่ายรัฐบาลโซเวียตยึดเมืองออมสค์ได้สำเร็จ อาร์คบิชอป ซิลเวสเตอร์ ถูกบอลเชวิคจับและสังหารในปี ค.ศ. 1920 กิจกรรมโบสถ์ต้องยุติลงโดยสิ้นเชิง และถูกทิ้งร้างเป็นเวลานาน ในปี ค.ศ. 1933 ระฆังโบสถ์ถูกถอดออก ปีต่อมาอุปกรณ์ของโบสถ์ถูกนำเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์อเทวนิยม ซึ่งต่อมาได้สูญหายไป ไม่นานต่อมาผู้นำพรรคออมสค์ ได้ตัดสินใจเอาโบสถ์แห่งนี้ไปเป็นโรงละครโอเปร่า ซึ่งมีการตรวจสอบเสียงสะท้อนที่ได้รับ ซึ่งถือว่าไม่น่าพอใน สุดท้ายคณะกรรมบริหารระดับภูมิภาคออมสค์ของสถาแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถานและคอเคซัส ได้ตัดสินใจรื้อถอนอาคารทิ้งด้วยระเบิด แล้วนำมาเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับชาวออมสค์เป็นเวลาหลายปี

อาสนวิหารอัสสัมชัญหลังการล้มสลายสหภาพโซเวียต

หลังการล้มสลายของสหภาพโซเวียต ในปี ค.ศ. 2005 รัฐบาลภูมิภาคออมสค์ ลงมติสร้างอาสนวิหารอัสสัมชัญขึ้นใหม่อีกครั้ง เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของภูมิภาคออมสค์ อิรติช ระฆังถูกหล่อโดยช่างฝีมือจากเมืองกาเมนสค์-อูราลสกี้ อิฐตกแต่งและขึ้นรูปทำจากดินเหนียวสีแดงที่นำเข้าจากรัฐบอลติก ขณะที่ขุดฐานรากของอาสนวิหารที่ถูกระเบิด นักโบราณคดีได้ค้นพบสถานที่ฝังศพของบิชอปซิลเวสเตอร์ ในห้องลับใต้ระเบียงของ นักบุญนิโคลาสผู้อัศจรรย์ (St. Nicholas the Wanderworker) รวมถึงศพนักบวชที่ยืนยันตัวตนจากผลตรวจสอบ

ในวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 2005 มีพิธีวางศิลาฤกษ์ของอาสนวิหารใหม่ และเริ่มมีการก่อสร้างกำแพงอิฐในปีถัดมา มีการปลุกเสกระฆัง 13 ใบ (น้ำหนักรวมกัน 5.5 ตัน) ในวันคริสต์มาสอีฟ และวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 2007 ระฆังโบสถ์ดังขึ้นเป็นครั้งแรกในหอระฆังแห่งใหม่ โดมหลักของอาสนวิหารได้รับการยกขึ้นประดับและมีการติดตั้งไม้กางเขนในอีก 16 วันต่อมา และอาสนวิหารได้รับการเสกและถวายในวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 2007 มีการเฉลิมฉลองอย่างใหญ่โต มีศิลปินมากกว่า 800 คน จากทั่วรัสเซียเข้าร่วม มีการจุดดอกไม้ไฟอย่างยิ่งใหญ่ และในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 2007 จัตุรัสหน้าอาสนวิหารได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “จัตุรัสอาสนวิหาร” ปัจจุบันเป็นแลนด์มาร์คของเมืองออมสค์ ในวันหยุดสำคัญและกิจกรรมพิเศษของเมืองจะจัดขึ้นที่จัตุรัสแห่งนี้

ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 มีการติดตั้งแท่นบูชาอัฐิธาตุของ “มรณสักขีซิลเวสเตอร์องค์ใหม่ (New Martyr Sylvester) ภายในอาสนวิหาร ซึ่งมีศาสนิกชนรัสเซียนออร์โธดอกซ์จากทั่วไซบีเรียเดินทางมายังอาสนวิหารแห่งนี้ เป็นสักการะอัฐิธาตุของ บิชอปซิลเวสเตอร์ มรณสักขีองค์ใหม่ และอาสนวิหารอัสสัมชัญถือเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวด้านความศรัทธาที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย

อาสนวิหารนักบุญนิโคลาส คอสแซค (St. Nicholas Cossack Cathedral)

กรุ๊ปเหมารัสเซีย

เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองออมสค์ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1843  ด้วยสถาปัตยกรรมนีโอ-คลาสสิก ออกแบบโดย วาสิลี สตาซอฟ (Vasily Stasov) สถาปนิกชาวรัสเซียชื่อดัง ผู้ออกแบบ ซุ้มประตูชัยนาร์วา (Narva Triumphal Arch) ในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อเฉลิมฉลองที่รัสเซียมีชัยเหนือกองทัพนโปเลียนแห่งฝรั่งเศส โดยอาคารมีโครงสร้างเป็นอิฐก่อชั้นเดียว มีรูปทรงคล้าย “เรือ” มีโดมครึ่งวงกลมสีเขียวตั้งอยู่บนฐานทรงกระบอกกลางอาคารโบสถ์ มุขด้านหน้าประดับด้วยหัวเสาดอริก 

หอระฆังอยู่ทางด้านซ้ายมือและมีทางเข้าด้านข้างที่มีหัวเสาหลอกสไตล์ดอริก มีหลังคาแบบยอดแหลมสีเขียวเช่นเดียวกับโดมที่ตั้งอยู่เหนือแท่นบูชา ภายในมีภาพวาดพระเยซูที่ฉลองพระองค์ถมด้วยทองคำแท้

ในปี ค.ศ. 1929 ตามคำสั่งของพรรคคอมมิวนิสต์ หลังจากที่ยึดเมืองออมสค์สำเร็จ ได้เปลี่ยนโบสถ์เป็นโรงภาพยนตร์ แต่ต่อมาถูกดัดแปลงให้เป็นหอแสดงคอนเสิร์ต ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1990 มีการจัดพิธีเสกศักดิ์และยกฐานะโบสถ์เป็นอาสนวิหารกลับไปกลับมาหลายครั้ง

พิพิธภัณฑ์เดสตอฟสกี้ (Destoevskii Museum)

ในปี ค.ศ. 1850 ฟิโอดอร์ มิคาอิโลวิช โดสโตเยฟสกี้ ถูกเนรเทศไปมาเมืองโอมสค์ และใช้เวลาอยู่ที่นี่ 4 ปี เขาได้เขียนนวนิยายเรื่อง จากบ้านแห่งความตาย (From the House of the Dead) ซึ่งรวมถึงตอนต่างๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับป้อมปราการออมสค์ ซึ่งทำให้ชาวเมืองโอมสค์ภาคภูมิใจกับนักเขียนชาวรัสเซียนผู้ยิ่งใหญ่ ที่อาศัยและทำงานอยู่ในเมืองของพวกเขา ชาวเมืองออมสค์ได้สร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ภายในอาคารที่เก่าที่สุดแห่งหนึ่งในออมสค์ เพื่อใช้เป็นที่พำนักของผู้บัญชาการป้อมปราการออมสค์ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1799 โดยเป็นพิพิธภัณฑ์วรรณกรรม เปิดให้ใช้งานในวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1983 ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงที่สะท้อนถึงชีวประวัติทั้งหมดของโดสโตเยฟสกี้ ซึ่งเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ผู้ที่ช่วงชีวิตอยู่ในออมสค์และไซบีเรียเป็นหลัก

พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์วรูฟบิล (Vrubel Museum of Fine Arts)

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1924 โดยภาพวาดต่างๆ ที่สะสมและจัดแสดง มีเอกลักษณ์และหลากหลาย ประกอบด้วยผลงานศิลปะยุโรปในศตวรรษที่ 16-19 ซึ่งเป็นผลงานบนผืนผ้าใบของศิลปินชาวอิตาลี อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน และเดนมาร์ก โดยผลงานของจิตรกรชาวรัสเซีย เช่น วีนีเซียนอฟ (Venetsianov), ไอวาซอฟสกี้ (Aivazovsky), ครามสกอย (Kramskoy), ชิชกิน (Shishkin), ลีวิตัน (Levitan), วีริชชากิ้น (Vereshchagin) , ลีปิน (Repin)

คอลเล็กชั่นศิลปะต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์เป็นชิ้นงานที่น่าสนใจ มีการอธิบายเอกลักษณ์ของแต่ละผลงาน โดยมีบางชิ้นมีการใช้ทองคำ ซึ่งมีอายุย้อนไปถึงสมัยไซเธียน-ซาร์มาเชียน ซึ่งเป็นสิ่งที่หายากในพิพิธภัณฑ์ในไซบีเรียนที่มีภาพประติมานวิทยา (การศึกษาประวัติ คำบรรยาย และ การตีความหมายเนื้อหาของภาพ) ของศตวรรษที่ 17 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ที่สร้างขึ้นในรัสเซียส่วนยุโรปและเทือกเขาอูราล

พิพิธภัณฑ์ตำนานพื้นบ้านและประวัติศาสตร์แห่งรัฐ ออมสค์ (Omsk State Historical and Local Lore Museum)

เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในไซบีเรีย ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1878 โดยกองงานไซบีเรียตะวันตกของสมาคมภูมิศาสตร์จักรวรรดิรัสเซีย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะทำให้เราคุ้นเคยกับวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของภูมิภาคไซบีเรีย โดยมีการจัดแสดงนิทรรศการที่น่าสนใจมากมาย จากทั้งของสะสมส่วนตัวที่ถูกโอนมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และจากการสำรวจทางโบราณคดีและการวิจัยมากมายในดินแดนไซบีเรียและอัลไต ทำให้นิทรรศการมีความน่าสนใจ

นิทรรศการ “โบราณคดีและธรรมชาติบริเวณแม่น้ำออมสค์และอีรติช” ที่นำเสนอการสำรวจทางโบราณคดีและบรรพชีวินวิทยา การค้นพบทางโบราณคดีตั้งแต่ยุคหินจนถึงยุคกลาง เมื่อดินแดนแห่งนี้เป็นถิ่นอาศัยของชนเผ่าเร่ร่อนในไซบีเรีย และอีกหนึ่งนิทรรศการที่น่าสนใจที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คือ “โครงกระดูกของแมมมอธขนยาว” ซึ่งพบในปี ค.ศ. 1925 รูปปั้นเหล็กหล่อเหล่าสิงโตผู้พิทักษ์จากประเทศจีน ที่ถูกย้ายเข้ามาในปี ค.ศ. 1895 ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์

นิทรรศการที่ทำให้เข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองออมสค์ ได้แก่ “เมืองไซบีเรียของซาร์ปีเตอร์ เดอะ เกรท” ซึ่งอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์การก่อตั้งและการพัฒนาของออมสค์ ในฐานะป้อมปราการที่สำคัญในภูมิภาคไซบีเรียในปี ค.ศ. 1717 ซึ่งออมสค์ถูกก่อตั้งตามพระบรมราชโองการของซาร์ปีเตอร์ที่ 1 และระหว่างการเดินทางของพันโท อิวาน บัคโฮลซ์ (Lieutenant Colonel Ivan Buchholz) ผู้บุกเบิกและสำรวจดินแดนไซบีเรียนตะวันตก ค่ายตารสกี้ (Tarsky Ostrog) ที่สร้างขึ้นบริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำออมกับแม่น้ำอิรติช ซึ่งสร้างขึ้นก่อนการสร้างป้อมปราการออมสค์แห่งที่สอง และเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สงครามกลางเมืองเปลี่ยนระบอบการปกครอง รูปปั้นพลเรือเอก อเล็กซานดร์ วาซีเลียวิช โกลชัค (Aleksandr Vasilyevich Kolchak) ผู้ปกครองสูงสุดแห่งรัสเซีย ผู้ตั้งเมืองออมสค์เป็นเมืองหลวงและต่อสู้กับกองทัพแดงบอลเชวิค เป็นต้น

Scroll to Top

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า